มะเร็งช่องปาก

youtube

 

 

Untitled-1

 

banner contactDoc

 

banner download1

 

banner download2

 

ad1 1

 

 

ad9

 

 

ad-4

 

ad8 1

 

สถิติผู้เข้าชม

826256
วันนี้
เมื่อวานนี้
สัปดาห์นี้
สัปดาห์ที่แล้ว
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
ทั้งหมด
800
1227
8966
803895
41969
58947
826256

Your IP: 54.82.119.238
Server Time: 2014-07-26 16:07:37

มะเร็งช่องปาก

มะเร็งช่องปาก

ช่องปาก (Oral cavity) ประกอบด้วยเนื้อเยื่อ/อวัยวะต่างๆ ได้แก่ ริมฝีปาก กระพุ้งแก้ม เพดานแข็ง เหงือก ลิ้น และเนื้อเยื่อใต้ลิ้น ซึ่งเนื้อเยื่อ/อวัยวะทุกชนิดของช่องปากสามารถเกิดเป็นมะเร็งได้ทุกส่วน และเป็นมะเร็งที่มีลักษณะเหมือนกัน ทั้งชนิดของเซลล์มะเร็ง การจัดระยะโรค อาการ และวิธีรักษา ดังนั้น มะเร็งของเนื้อเยื่อ/อวัยวะทั้งหมดของช่องปาก จึงจัดเป็นมะเร็งในกลุ่มเดียวกัน รวมเรียกว่า มะเร็ง/โรคมะเร็งช่องปาก (Oral cancer)

มะเร็งช่องปากพบได้ 3-5% ของโรคมะเร็งที่เกิดขึ้นทั่วร่างกาย เป็นโรคมะเร็งพบบ่อย 1 ใน 10 ของทั้งหญิงและชายไทย เป็นโรคมะเร็งของผู้ใหญ่ตั้งแต่วัยกลางคนขึ้นไป

มะเร็งช่องปากเป็นส่วนหนึ่งของโรคมะเร็งในกลุ่มโรคมะเร็งศีรษะและลำคอ ซึ่งประมาณ 90-95% ของมะเร็งช่องปากจะเป็นชนิด สะความัส (Squamous cell carcinoma) หรือเรียกย่อว่าชนิด เอสซีซี (SCC) สำหรับมะเร็งชนิดอื่นๆ เช่น มะเร็งชนิดอะดีโนคาร์ซิโนมา (Adenocarci noma) หรือ มะเร็งต่อมน้ำเหลือง พบได้น้อยมากๆ ดังนั้น ในบทความนี้ จึงกล่าวถึงเฉพาะมะเร็งช่องปากชนิด เอสซีซี เท่านั้น

 

 

 

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดมะเร็งช่องปาก

 

1. 90% ของผู้ป่วยมะเร็งในช่องปากเป็นผู้ที่สูบบุหรี่ ดื่มสุรา ผู้ที่สูบบุหรี่ และดื่มสุรา จะมีโอกาสเป็นมะเร็งมากกว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ และดื่มสุรา 15 เท่า รวมทั้งการรับประทานอาหารและเครื่องดื่มที่ร้อนจัดเกินไป เพราะความร้อนที่มาจากอาหาร ควันบุหรี่ และแอลกอฮอล์ จะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเนื้อเยื่ออ่อนในช่องปาก เมื่อถูกระคายเคืองอยู่เป็นประจำ ทำให้เนื้อเยื่อเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม และอาจทำให้กลายเป็นเซลล์มะเร็งได้ เนื้อเยื่อที่มักมีผลกระทบจาก ความร้อน คือบริเวณกระพุ้งแก้ม เพดาน และลำคอ ผู้ที่สูบบุหรี่จัดมักเป็นมะเร็งบริเวณกระพุ้งแก้ม หรือเพดาน ส่วนผู้ที่รับประทานอาหารร้อนจัด และดื่มสุราจะมีโอกาสเป็นมะเร็งในช่องปากมากกว่าคนทั่วไป 2 เท่า แต่ถ้าเป็นผู้หญิงจะมีโอกาสเป็นมะเร็งในช่องปากได้สูงกว่าผู้ชายที่มีพฤติกรรมเดียวกันถึง 3 เท่า ความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งจะเพิ่มตามจำนวนบุหรี่ที่สูบต่อวัน และจำนวนปีที่สูบ การดื่มสุราก็เช่นกันขึ้นกับปริมาณที่ดื่ม ยิ่งดื่มมากโอกาสเสี่ยงก็มีมากขึ้น คนที่สูบบุหรี่ ซิการ์ หรือไปป์ และคาบบุหรี่หรือไปป์ตลอดเวลา ความร้อนที่เกิดอาจทำให้เกิดมะเร็งที่ริมฝีปากได้ การสูบบุหรี่ และดื่มสุราเป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งช่องปากมากที่สุด ถ้าท่านเลิกสูบบุหรี่ ความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งช่องปากจะลดลงอย่างรวดเร็ว และภายหลังเลิกแล้ว 10 ปี ความเสี่ยงจะเหมือนผู้ที่ไม่เคยสูบุหรี่มาก่อน

            2. หมากพลู มีสารก่อมะเร็ง ผู้ที่กินหมาก และอมหมากไว้ที่กระพุ้งแก้มเป็นประจำ ปูนที่ใช้ทานกับหมากจะกัดเนื้อเยื่อในช่องปาก และเกิดการระคายเคืองจากความแข็งของหมากที่เคี้ยว ก็อาจทำให้เซลล์ของเนื้อเยื่อกระพุ้งแก้มเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ การระคายเคืองจากฟันที่แหลมคมผู้ที่ที่มีฟันแตก ฟันบิ่น ขอบฟันที่คม จะบาดเนื้อเยื่อในช่องปาก โดยเฉพาะกระพุ้งแก้มและลิ้น ทำให้เป็นแผลเรื้อรังอยู่นาน ๆ แผลนั้นอาจกลายเป็นมะเร็งได้ โดยเฉพาะผู้ที่สุขภาพในช่องปากไม่ดี แปรงฟันไม่สะอาด มีหินปูน และคราบฟัน จะมีส่วนทำให้แผลกลายได้ง่ายขึ้น

            3. แสงแดดทำให้เกิดมะเร็งที่บริเวณริมฝีปาก

            4. การละเลยต่อสุขภาพในช่องปาก

            ดังนั้นจึงควรตรวจเช็กสุขภาพช่องปากเป็นประจำปีละ 2 ครั้ง ทั้งนี้เพื่อสุขภาพของเนื้อเยื่อ และตรวจเช็กฟัน ถ้ามีความผิดปกติจะได้รักษาเสียแต่เนิ่นๆ

            อย่างไรก็ตาม การป้องกันไม่ให้เกิดโรคเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ท่านได้ทราบปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคแล้ว ควรเลิกสิ่งที่เป็นความเสี่ยงนั้น อาหารเพื่อสุขภาพสามารถป้องกันโรคมะเร็งช่องปากได้ ผลไม้สดจะช่วยลดความเสี่ยงได้โดยเฉพาะวิตามิน A C และ E จึงควรรับประทานผลไม้สด และผักใบเขียวมากๆ และหมั่นตรวจสุขภาพช่องปากเป็นประจำทุก 6 เดือน ท่านก็จะมีความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งช่องปากน้อยลง

 

 

อาการของมะเร็งช่องปาก

            1. เริ่มด้วยมีแผลในช่องปากรักษาไม่หายเป็นเวลานานเกิน 3 สัปดาห์ขึ้นไป และไม่เจ็บปวด

            2. มีฝ้าขาวในช่องปาก ร่วมกับตุ่มนูนบนเยื่อบุช่องปาก และลิ้น

            3. มีก้อนไม่รู้สึกเจ็บในช่องปาก โตเร็ว และในที่สุดแตกออกเป็นแผล

            4. ต่อมามีก้อนที่คอเกิดขึ้น กดไม่เจ็บ บวมโตขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งแตกออกเป็นแผล

 

การตรวจหามะเร็งช่องปาก

            ในปัจจุบันยังไม่มีวิธีตรวจคัดกรองโรคมะเร็งเนื้อเยื่อ/อวัยวะต่างๆของช่องปาก หากพบความผิดปกติ เช่น มีแผลที่รักษาไม่หายใน 2-3 สัปดาห์ มีฝ้าขาว หรือฝ้าแดง ควรรีบพบแพทย์เพื่อการวินิจฉัยและการรักษาแต่เนิ่นๆช่องปากตั้งแต่ยังไม่มีอาการ ดังนั้นจึงควรสังเกตความผิดปกติของ

 

ระยะของโรคมะเร็งในช่องปาก

            มะเร็งช่องปากแบ่งออกเป็น 4 ระยะ คือ

- ระยะที่ 1 ก้อน/แผลมะเร็งมีขนาดโตน้อยกว่า หรือเท่ากับ 2 เซนติเมตร

- ระยะที่ 2 ก้อน/แผลมะเร็งมีขนาดโตมากกว่า 2 เซนติเมตร แต่ไม่เกิน 4 เซนติเมตร

- ระยะที่ 3 ก้อน/แผลมะเร็งมีขนาดโตมากกว่า 4 เซนติเมตร และ/หรือ มีการลุกลามเข้าต่อมน้ำเหลืองบริเวณลำคอ 1 ต่อมซึ่งขนาดโตไม่เกิน 3 เซนติเมตร เกิดขึ้นเพียงข้างเดียวของลำคอ

- ระยะที่ 4 ก้อน/แผลมะเร็งมีการลุกลามเข้าเนื้อเยื่อ และ/หรืออวัยวะข้างเคียง และ/หรือ มีโรคลุกลามเข้าต่อมน้ำเหลืองที่คอ 1 ต่อมแต่มีขนาดโตกว่า 3 เซนติเมตร และ /หรือ มีโรคลุกลามเข้าต่อมน้ำเหลืองมากกว่า 1 ต่อม และ/หรือ ลุกลามเข้าต่อมน้ำ เหลือง ลำคอทั้ง 2 ข้าง และ/หรือ มีโรคแพร่กระจายเข้ากระแสเลือด (โลหิต) ไปยังอวัยวะอื่นๆ ที่พบได้บ่อยคือ ปอด ตับ และกระดูก

 

วิธีการรักษามะเร็งช่องปาก

มะเร็งช่องปากมีวิธีการรักษาหลัก 3 วิธีคือ การผ่าตัด รังสีรักษา และเคมีบำบัด

การผ่าตัด มักใช้รักษาโรคระยะที่ 1 ระยะที่ 2 หรือเริ่มๆ ระยะที่3 ที่ต่อมน้ำเหลืองยังมีขนาดเล็ก หลังการผ่าตัดแพทย์จะตรวจเนื้อที่ผ่าตัดออกไปทางพยาธิ ถ้ามีข้อบ่งชี้ก็จะให้การรักษาต่อเนื่องด้วยรังสีรักษาและอาจร่วมกับเคมีบำบัดด้วย

รังสีรักษา อาจเป็นวิธีการรักษาโดยใช้รังสีอย่างเดียว หรือรังสีร่วมกับการผ่าตัดหรือรังสีร่วมเคมีบำบัด หรือรังสี ผ่าตัดและ

เคมีบำบัด ทั้งนี้จะขึ้นอยู่กับข้อบ่งชี้เป็นรายๆ แตกต่างกันไป ถ้ามีการฉายรังสีมักใช้ระยะเวลาประมาณ 6-7 สัปดาห์ ฉายรังสีวันละ1 ครั้ง ติดต่อกัน 5 วันตามวันทำการ อาจมีการรักษาทางรังสีโดยการใส่แร่ ซึ่งจะมีข้อบ่งชี้เฉพาะเจาะจงรักษาได้เฉพาะผู้ป่วยบางรายเท่านั้น ซึ่งแพทย์จะประเมินจากข้อบ่งชี้เช่นกัน

เคมีบำบัด เป็นการรักษาที่มักใช้ร่วมกับการผ่าตัดและรังสี แต่ในผู้ป่วยบางรายที่ผ่าตัดและทำรังสีรักษาไม่ได้ ก็อาจใช้เคมีบำบัดเพียงวิธีการอย่างเดียวซึ่งมักเป็นกรณีการรักษาเพื่อประคับประคองและเช่นเดียวกับวิธีการรักษาอื่นๆ การใช้เคมีบำบัดก็ต้องมีข้อบ่งชี้แตกต่างกันในผู้ป่วยแต่ละรายไม่เหมือนกัน

การตรวจรักษาเพื่อติดตามผลการรักษา ภายหลังรักษาครบแล้ว แพทย์จะยังนัดตรวจรักษาผู้ป่วยต่อเนื่องเป็นระยะๆ ไป โดยในปีแรกหลังครบการรักษาแพทย์มักจะนัดทุก 1-2 เดือน ในปีที่ 2-3 อาจนัดทุก 2-3 เดือน ปีที่ 3-ปีที่ 5 อาจนัดทุก 3-6 เดือน และภายหลัง 5 ปีไปแล้ว มักนัดทุก 6-12 เดือน ในการมาพบแพทย์ทุกครั้งแพทย์จะซักประวัติ ตรวจร่างกายและอาจมีการตรวจอื่นๆ ตามข้อบ่งชี้แตกต่างในผู้ป่วยแต่ละรายไม่เหมือนกัน ผู้ป่วยควรพบแพทย์พร้อมญาติสายตรงหรือผู้ดูแลผู้ป่วย เพื่อร่วมกันพูดคุยปรึกษากับแพทย์ เพื่อให้การดูแลผู้ป่วยได้อย่างเหมาะสม

 

 

อ้างอิง

http://haamor.com/th/

Share